081-300-7171 ติดต่อ-สอบถาม

วิธีดูแลผู้ป่วยขณะมีสายสวนปัสสาวะอยู่มาแล้วครับ

ก่อนอื่นมีลูกค้าถามคำถามนี้เยอะเหมือนกันครับ ดังนั้นทาง เราจึงรีบหาข้อมูลต่างๆ เพื่อให้ความรู้ให้มากที่สุดครับ ก็ต้องขอขอบคุณคำถามต่างๆ ที่มีมาเป็นประจำ

การมีสายสวนปัสสาวะภายในร่างกายของเรานั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีไว้เป็นระยะเวลานาน จะมีโอกาสเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะได้ นะครับ ดังนั้นส่วนใหญ่แล้วพยาบาลจึงมีบทบาทที่สำคัญในการป้องกันภาวะแทรกช้อนที่อาจเกิดขึ้น โดยพยาบาลจะมีแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่มีสายสวนปัสสาวะดังต่อไปครับ

1. พยาบาลจะดูแลผู้ป่วยให้ปัสสาวะไหลสะดวกครับ หรือที่เรียกกันว่า Free draiage โดยการ

  • กรณีแรก ในผู้ป่วยที่ไม่จำเป็นต้องจำกัดน้ำดื่มครับ พยาบาลจะกระตุ้นให้ผู้ป่วยดื่มน้ำเยอะ ๆ อย่างน้อยวันละ 2-3 ลิตร ครับ นี้ก็เพื่อเป็นการชะล้างภายในทางเดินปัสสาวะของผู้ป่วยเองครับ เราเรียกกันว่า intenal irrigation การเพิ่มจำนวนปัสสาวะที่ออกมานั้น จะทำให้น้ำปัสสาวะของผู้ป่วยเองเจือจาง ไม่ตกตะกอน ช่วยให้ปัจสาวะได้คล่องนั้นเองครับ
  • กรณีที่สองครับ พยาบาลจะพริจารณา ไม่ให้สายสวนปัสสาวะหัก หรือพับงอ หรือแม้แต่มีการดึงรั้งท่อปัสสาวะ แก้ไขด้วยการยึดตรึงไว้ด้วยพลาสเตอร์ที่บริเวณต้นขาด้านในนั้นเองครับ ลองสังเกตุดูนะครับว่าเป็นอย่างที่ผมพูดไปหรือไม่ นี้ใช้สำหรับผู้ป่วยหญิงครับ สำหรับผู้ป่วยชายจะยึดติดไว้ที่บริเวณท้องน้อยครับ
  • กรณีที่สามครับ ถุงเก็บปัสสาวะของผู้ป่วย ควรอยู่ในระดับต่ำกว่ากระเพาะปัสสาวะเสมอนะครับ เพราะว่าเพื่อให้มีการไหลของปัสสาวะสะดวกขึ้นนั้นเอง น้ำต้องไหลจากที่สูง ลงสู่ที่ต่ำใชช่ไม่ครับ
  • กรณีที่สี่ครับ ต้องมีการดูแลบีบรีดสายยาง (milking) อยู่เสมอ ๆ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้มีตะกอนหรือลิ่มเลือดอุดกั้นอยู่ภายในสายยางครับ การทำนั้นก็ง่ายครับ โดยใช้มือข้างหนึ่ง จับสายยางให้อยู่กับที่ ขณะที่มืออีกข้างหนึ่งบีบรีดสายยางออกจากตัวผู้ป่วย กว่าจะเสร็จสิ้นก็หลายขั้นตอนเลยนะครับ ทางที่ดีก็ต้องรักษาสุขภาพให้ดีอยู่เสมอเป็นพอครับ

2. การป้องกันการติดเชึ้อ

  1. ควรล้างมือก่อนและหลังให้การพยาบาลครับ และควรใส่ถุงมือเมื่อมีโอกาสสัมผัสปัสสาวะของผู้ป่วย
  2. ดูแลให้อยู่ในระบบปิด (closed drainage system) ตลอดเวลา หากจำเป็นต้องเก็บปัสสาวะส่งตรวจ หรือเทน้ำปัสสาวะออกจากถุงก่อนและหลังทำ จะต้องเช็ดบริเวณข้อต่อ ด้วยแอลกอฮอล์ 70 %
  3. การเทน้ำปัสสาวะออกจากถุง ท่อทางออกจะต้องไม่สัมผัสกับภาชนะรองรับ และภายหลังเทให้ปิดท่อทางออกทุกครั้ง
  4. ทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก โดยเฉพาะบริเวณรูเปิดท่อปัสสาวะและสายสวนปัสสาวะอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เวลาเช้า เย็น และทุกครั้งภายหลังถ่ายอุจจาระ
  5. ถุงเก็บปัสสาวะแขวนไว้กับขอบเตียงไม่แขวนไว้ที่เหล็กกั้นข้างเตียง หรือวางไว้กับพื้นกรณีที่จำเป็นต้องยกสูง ให้ใช้ตัวหนีบหนีบสายหรือหักพับสายก่อนยกถุง เพื่อป้องกันการไหลย้อนกลับของน้ำปัสสาวะ  ผู้ป่วยที่ลุกเดินได้แนะนำให้พับหรือปิดสายสวนปัสสาวะไว้ก่อน  โดยให้ถุงปัสสาวะอยู่ต่ำกว่ากระเพาะปัสสาวะหรือต่ำกว่าเอวตลอดเวลา
  6. หากถุงเก็บปัสสาวะหรือสายสวนปัสสาวะรั่ว ให้สวนปัสสาวะ และเปลี่ยนถุงเก็บปัสสาวะใหม่ทั้งชุด
  7. การเปลี่ยนสายสวนปัสสาวะในผู้ป่วยที่จำเป็นต้องคาสายสวนปัสสาวะไว้เป็นเวลานาน ควรเปลี่ยนสายสวนใหม่เมื่อคาสายสวนครบ 2 สัปดาห์ ถ้าไม่พบหินปูนที่ปลายสายสวนครั้งต่อไปให้ลองเปลี่ยนเมื่อครบ 4 , 6 และ 8 สัปดาห์ ตามลำดับ
  8. สังเกตและซักถามอาการและอาการแสดงออกของการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะได้แก่ มีไข้ หนาวสั่นปัสสาวะขุ่น มีตะกอน กลิ่นฉุน เป็นต้น

3. การบันทึกจำนวนน้ำได้รับและออกจากร่างกาย (Water intake and water output) จำนวนน้ำที่ได้รับและออกจาก ร่างกายในรอบ 24 ชั่วโมง

การพยาบาลผู้ป่วยภายหลังถอดสายสวนปัสสาวะออก 
      ภายหลังที่มีการถอดสายสวนปัสสาวะออกแล้วนะครับ พยาบาลจะกระตุ้นให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมากๆครับ  ก็เพื่อผู้ป่วยสามารถสังเกตและบันทึกปัสสาวะได้ด้วยตัวเองครับ ปกติแล้วผู้ป่วยควรถ่ายได้เองภายใน 4 – 6 ชั่วโมงนะครับ (ไม่ควรเกิน 8 ชั่วโมง ) แต่ก็ขึ้นอยู่กับความจุของกระเพาะและจำนวนน้ำที่ได้รับด้วยนะครับ ปัจจัยเหล่านี้ก็มีผลต่อผู้ป่วยแต่ละคน บางครั้งคุณหมอก็จะสั่งสวนปัสสาวะ หาปริมาณของ residual urine ภายหลังผู้ป่วยถ่ายปัสสาวะได้เองด้วยนะครับ

 

 

แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่อง : วิธีดูแลผู้ป่วยขณะมีสายสวนปัสสาวะอยู่มาแล้วครับ

เข้าสู่ระบบ


ลืมรหัสผ่าน สมัครสมาชิก

ระบบสมัครสมาชิก ถูกปิดการใช้งาน